เชลซี

เชลซี หมายหัวฮาลันด์! เตรียมขาย 3 แข้งระดมทุน

เชลซี ยอดทีมจากพรีเมียร์ลีก เจ้าของแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปียนลีกทีมล่าสุด เริ่มการไล่ล่าตัว เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ กองหน้าฟอร์มร้อนของ โบรุทเซีย ดอร์ทมุนต์ ที่มีค่าตัวสูงถึง 150 ล้านปอนด์ หรือ 175 ล้านยูโร

ในฤดูกาลที่ผ่านมา แม้ว่า “ทัพสิงโตน้ำเงิน” จะคว้าแชมป์ยุโรปมาครอบครอง แต่พวกเขามีปัญหาในการทำประตูของกองหน้าตัวจบสกอร์ ที่แทบจะทำประตูให้ทีมไม่ได้เลย ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการแก้ไขปัญหานี้แบบตรงจุด ด้วยการคว้าตัว เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ที่มีความคมกริบ ในการทำประตูมาร่วมทีมให้ได้ 

โดยที่เชลซีพร้อมจ่ายเงิน 150 ล้านปอนด์ เพื่อเป็นค่าตัวของดาวเตะทีมชาตินอเวย์ โดยไม่ต้องการรออีก 1 ปี เพื่อให้ค่าฉีกสัญญานักเตะลดลงมาเหลือแค่ 64 ล้านปอนด์ เพราะหากรอจนถึงตอนนั้น จะมีหลายทีมที่สามารถจ่ายในราคาดังกล่าวได้ พวกเขาจึงเลือกจัดหนักแต่จบดีกว่า

เชลซี

เชลซี ต้องขายนักเตะออกจากทีม เพื่อไม่ให้ผิดกฎ “ไฟแนนซ์เชียลแฟร์เพลย์” ที่ห้ามไม่ให้สโมสรใดๆมีบัญชีงบดุลติดลบ 3 ฤดูกาล

แต่ถึงอย่างไรก็ตามเชลซีก็จะต้องขายนักเตะออกจากทีม เพื่อไม่ให้ผิดกฎ “ไฟแนนซ์เชียลแฟร์เพลย์” ข่าววงการฟุตบอล ที่ห้ามไม่ให้สโมสรใดๆมีบัญชีงบดุลติดลบ 3 ฤดูกาลติดต่อกัน ซึ่งพวกเขาเตรียมปล่อย 3 แข้งดัง ที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ โทมัส ทูเคิ่ล ไล่ตั้งแต่ แทมมี่ อับบราฮัม  กองหน้าทีมชาติอังกฤษ ฮาคีม ซีเย็ค ปีกเชิงสูง และ คัลลัม ฮัดสัน โอดอย อีกหนึ่งดาวรุ่งที่ยังแจ้งเกิดไม่ได้สักที

เชลซี

โดยทาง แทมมี่ อับบราฮัม เขาได้รับโอกาสต่อเนื่องในยุคของ แฟรงค์ แลมพาร์ด แต่ก็มาฟอร์มแผ่วหลังได้รับบาดเจ็บ พอมาถึงยุคของ โทมัส ทูเคิ่ล เขาก็แทบจะไม่ถูกใช้งานเลย ซึ่งตอนนี้มี “ทัพสิงห์ผยอง” แอสตัล วิลล่า ที่ต้องการได้เขาไปร่วมทีม

ทางด้าน ฮาคิม ซีเย็ค แนวรุกเชิงสูง ทีมชาติโมร็อกโก ถึงแม้เขาจะถูกใช้งานอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ใช่ตัวหลักที่ โทมัส ทูเคิ่ล จะขาดไม่ได้ 

ส่วนทาง คัลลัม ฮัดสัน โอดอย ดาวรุ่งวัย 20 ปี ที่ฟอร์มเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ทำให้ไม่สามารถยึดตัวหลักของทีมได้ แถมมีโอกาสลงสนามในยุคของ โทมัส ทูเคิ่ล น้อยนิดเพียงแค่ 7 นัดเท่านั้น ซึ่งก็มียอดทีมอย่าง “ทัพเสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ซึ่ง ufabet ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการปั้นปีกระดับพระกาฬ เตรียมดึงตัวเขาไปอยู่ในความดูแล

อันเดรีย ปิร์โล

อันเดรีย ปิร์โล วิเคราะห์! 5 จอมทัพ อังกฤษ ปะทะ อิตาลี

ทีมชาติอังกฤษ กับ ทีมชาติอิตาลี จะลงวัดฝีเท้าในรอบชิงชนะเลิศ ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนี้ อันเดรีย ปิร์โล อดีตจอมทัพทีมชาติอิตาลี  ชุดแชมป์โลก 2006 ได้ออกมาวิเคราะห์ คีแมนย์สำคัญของทั้ง 2 ทีม ที่จะมีผลต่อการเป็นผู้ชนะในเกมนี้ 

ซึ่งอดีตกุนซือ ยูเวนตุส วัย 42 ปี ได้กล่าวผ่าน The Mirror ว่า 

แฮร์รี่ เคน VS จอร์โจ้ คิเอลลินี่

“เกมนี้ ข่าวฟุตบอล ในชีวิตของ แฮร์รี่ เคน หนึ่งในกองหน้าที่มีความเก่งกาจมากที่สุดคนหนึ่งของโลก หากจะมีใครสักคนหยุดความร้อนแรงของเขาได้ ก็คงจะมีแต่ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ เท่านั้นแหละ”

อันเดรีย ปิร์โล

อันเดรีย ปิร์โล คัลวิน ฟิลลิปส์ VS จอร์จิญโญ่ ปิดทองหลังพระ ทำให้หลายต่อหลายคนมองข้ามความสามารถนี้ไป

ลุค ชอว์ VS เฟดเดอริโก้ เคียซ่า

“พวกเขาคือสองผู้เล่นที่มีความโดดเด่นที่สุดตลอดทัวร์นาเมนต์นี้อันเดรีย ปิร์โลกล่าวและเกม slot168 นี้มีโอกาสได้วัดฝีเท้ากันเองแล้ว พวกเขาทั้งคู่ต่างก็มีฝีเท้าที่จัดจ้าน ข่าวบอลออนไลน์ แถมยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่แข็งแกร่ง”

เมสัน เมาท์ VS มาร์โก แวร์รัตติ

“ทั้งสองทีมล้วนแล้วแต่มีกองหลังที่แข็งแกร่งด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นเกมนี้อาจจะต้องตัดสินกันที่แดนกลาง และสองคนนี้จะเป็นตัวปั้นเกมของทั้งสองฝั่ง และเขาทั้งสองนี่แหละ จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำทีมไปสู่ชัยชนะในเกมนี้ เพราะเกมนี้ทั้งสองทีมคงไม่เปิดหน้าแลกกันแบบเอาเป็นเอาตาย และการจ่ายบอลที่มหัศจรรย์ของสองคนนี้ จะเป็นข้อแตกต่างของเกมนี้”

อันเดรีย ปิร์โล

คัลวิน ฟิลลิปส์ VS จอร์จิญโญ่

“ทั้งสองคนทำหน้าที่สกรีนบอลก่อนที่จะไปถึงหน้าที่ของแนวรับ เป็นมิดฟิลด์ที่มีความแข็งแกร่งทางร่างกาย วิ่งแบบไม่มีหมด แม้บางครั้งบทบาทในสนามของพวกเขาจะเป็นการปิดทองหลังพระ ทำให้หลายต่อหลายคนมองข้ามความสามารถนี้ไปอันเดรีย ปิร์โลและทั้งสองคนก็ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากในยูโร 2020 ในครั้งนี้ ซึ่งมันสมควรแล้วที่พวกเขาจะได้รับคำชมเหล่านั้น”

จอห์น สโตนย์ VS ชิโร อิมโมบิเล่

“จอห์น สโตนย์ ฝีเท้ากล้าแกร่งขึ้นมาก เขากลายเป็นหนึ่งในปราการหลังตัวกลาง ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในแผ่นดินยุโรป นี่เป็นด่านทดสอบสุดหินของเขาว่าเขาจะแน่สักแค่ไหน ในยามที่ต้องวัดฝีเท้ากับหนึ่งในกองหน้าที่มีความเด็ดขาดในการทำประตูมากที่สุดคนหนึ่งในทวีปยุโรป”

เมสซี่

เมสซี่ ยิง 1 จ่าย 2! อาเจนฯดุ รัวยิงเอกวาดอร์ 3-0 เข้ารอบรอง

อาเจนติน่า เข้ารอบมาเป็นที่ 1 ของกลุ่ม A เกมนี้ ลีโอเนล สกาโลนี่ จัดทีมด้วยระบบ 4-3-3 แนวรุกส่ง ลีโอเนล เมสซี่ ลงประสานงานกับ เลาทาโร่ มาติเนซ และ นิโคลาส กอนซาเลซ ส่วนแผงมิดฟิลด์วาง โจวานนี่ โล เซลโซ่ คอยปั้นเกมร่วมกับ โรดรีโก้ เดอปอล และ เลอันโดร ปาเรเดส

ทางฝั่ง เอกวาดอร์ พวกเขาเข้ารอบเป็นที่ 4 ของกลุ่ม B เกมนี้วาง เอเนอร์ วาเลนเซีย เล่นเกมรุกร่วมกับ ดิเอโก้ ปาลาซิออส และ อลัน ฟรังโก้

เมสซี่

เมสซี่ ที่หน้าเขตโทษด้านซ้าย ทำท่าจะยิงเอง แต่หักข้อไปทางขวาให้ โรดรีโก้ เดอปอล

นาที 14 : อาเจนติน่า ได้จังหวะวางยาวๆจากกลางสนาม จังหวะนี้ เลาทาโร่ มาติเนซ สปีดหนีกองหลังตามไปทันบอลในเขตโทษ ยกข้ามหัวผู้รักษาประตู แล้ววิ่งตามไปยิงซ้ำข้างๆกรอบ 6 หลา แต่ยังไปติดหัวกองหลัง

นาที 16 : อาเจนติน่า ได้เตะมุมทางขวา บอลเปิดเลยมาที่เสาสอง ตกมาเข้าทาง เปซเซล่า แล้วได้ดีดด้วยขวา หน้ากรอบ 6 หลา บอลหลุดเสาซ้ายมือออกไปนิดเดียว

นาที 22 : กองหลังเอกวาดอร์ คืนหลังแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ บอลไปเข้าทาง ลีโอเนล เมสซี่ได้ลากไปเดี่ยวๆกับผู้รักษาประตู ก่อนที่เขาจะยิงหักข้อระยะ 14 หลา บอลผ่านมือผู้รักษาประตูไปแล้ว แต่ดันไปชนเสา แล้วกองหลังเคลียร์ทิ้งไปได้

นาที 40 : จังหวะเบียดแย่งบอลกันใกล้ๆเส้นวงกลมกลางสนาม ลีโอเนล เมสซี่ชิงเหลี่ยมได้ก่อน แล้วไหลทะลุให้ กอนซาเลซ หลุดเดี่ยวไปถึงหน้าเขตโทษ พยายามแตะหนีผู้รักษาประตู แต่โดนกวาดไว้ได้ แต่บอลยังเข้าทางเมสซี่ที่หน้าเขตโทษด้านซ้าย ทำท่าจะยิงเอง แต่หักข้อไปทางขวาให้ โรดรีโก้ เดอปอล ได้ตั้งป้อมแปเน้นๆแบบไม่มีผู้รักษาประตู ผ่านตัวคุมเส้นเข้าไปอย่างเด็ดขาด ส่งให้ อาเจนติน่า ขึ้นนำก่อน 1-0

เมสซี่

นาที 65 : เอกวาดอร์ ได้บอลข้างเขตโทษด้านซ้าย แล้วหาจังหวะเปิดเข้ามาลุ้นหน้าประตู ผู้เล่นอาเจนติน่า โหม่งสกัดไม่ดี บอลลอยข้ามหัว เอมิเลียโน่ ถากเสาไกลออกไปแบบได้เสียวสุดๆ

นาที 84 : เอกวาดอร์ พยายามเซ็ตบอลจากแดนหลัง แต่พลาดโดนแย่งบอลได้ เมสซี่ตามไปเก็บบอลได้ที่หน้าหัวกะโหลก ดีดออกขวาให้ เลาทาโร่ หลุดไปเดี่ยวๆกับผู้รักษาประตู คลึงหลอก 1 จังหวะ แล้วยิงผ่านตัวผู้รักษาประตูเข้าไปเลย ส่งให้ อาเจนติน่า ขยับหนี 2-0

นาที 88 : บอลวางยาวๆจากแดนหลัง ข่าวบอลอังกฤษ ข้ามหัวแนวรับเอกวาดอร์ จังหวะนี้ อังเคล ดิมาเรีย สปีดหนีกองหลัง แล้วได้บอลหลุดเดี่ยว กำลังจะพาเข้าเขตโทษ แต่โดนสอยร่วงลงไป กรรมการชี้เป็นจุดโทษทันที แต่ขอเช็ค VAR แล้วเปลี่ยนเป็นฟรีคิกแทน 

แต่กว่าจะได้ยิงในจังหวะนี้เวลาเดินไปถึง นาที 90+3 ลีโอเนล เมสซี่ได้ยิงบนเส้น 18 หลา ในหัวกะโหลก บอลพุ่งแหวกกำแพง ตุงตาข่ายไม่เหลือ ส่งให้ อาเจนติน่า ขยับหนีห่าง 3-0 และเอาชนะไปด้วยสกอร์นี้เลย 

อาเจนติน่า เข้ารอบรองชนะเลิศ ไปพบกับ โคลัมเบีย

ทีมชาติสเปน

ทีมชาติสเปน 18 แล้วไงจ๊ะ! เปดรี้ยัน ไม่กดดันเล่นรอบรองหนแรก

เปดรี้ กองกลางวัย 18 ปี ทีมชาติสเปน ที่กลายเป็นกำลังสำคัญของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ในฟุตบอล ยูโร 2020 และเขาจะนำ “ทัพกระทิงดุ” ลงวัดฝีเท้ากับ “ทัพอัซซูรี” ในรอบรองชนะเลิศ และนี่จะเป็นการลงสนามในรอบรองชนะเลิศ ระดับทีมชาติครั้งแรกในชีวิตของเขา

ซึ่งเขาได้กล่าวว่าทีมชาติสเปน“ผมเป็นคนที่แบกรับความกดดันได้ดี ในทีมชาติสเปนไม่ได้มีแค่ เปดรี้ เพียงคนเดียว ไม่ใช่ทีมของ เปดรี้ แต่พวกเรามียอดนักเตะ ที่อยู่ในทีมเต็มไปหมด และเราร่วมกันสู้ จนมาถึงรอบรองชนะเลิศ

ผมแค่อยากรู้ว่าเกมแบบนี้ผมจะสามารถลงเล่นได้ไหม ฟุตบอลวันพรุ่งนี้ ผลงานจะออกมาเป็นยังไง และผมพร้อมเสมอที่จะทุ่มเททุกอย่างเพื่อทีม และพยายามทำหน้าที่อย่างหนัก ให้เหมือนกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ 

ทีมชาติสเปน

ทีมชาติสเปน ขณะเดียวกัน เปดรี้ ยังได้บอกว่า หากพาทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์ได้เขาจะแก้บนด้วยการโกนหัว

ทั้งอิตาลี และสเปน ข่าวบอลออนไลน์ ต่างก็เป็นสองทีมที่มีสุดยอดมิดฟิลด์อยู่ในทีม ทุกคนเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ และเกมนี้มันจะเป็นการต่อสู่ในแดนกลางที่ดุเดือด และใครที่ทำได้เหนือกว่า ก็จะเป็นมีชัยในเกมนี้”

“ตอนนี้ผมอายุ 18 ปีแล้วนะ ผมมีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมทีมชาติสเปนมันเป็นเหมือนฝันเลย ที่ได้เล่นให้กับ บาเซโลน่า และก็ ทีมชาติสเปนผมจะลงสนามและสนุกไปกับรอบรองชนะเลิศของผม และหากสเปน สามารถคว้าแชมป์มาครองได้ ผมจะโกนหัว”

ทีมชาติสเปน

ขณะเดียวกัน เปดรี้ ก็เป็นหนึ่งในนักเตะทีมชาติสเปนที่ถูกเรียกตัวไปติดทีมชุดโอลิมปิกด้วย และหลังจบภาจกิจ ยูโร 2020 เขาก็จะเดินทางไปแข่งขัน โอลิมปิก 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทางต้นสังกัดอย่าง บาเซโลน่า ไม่ต้องการให้นักเตะกรำศึกหนักเกินไป จึงพยายามขอร้องให้ สมาคมฟุตบอลสเปน ถอดรายชื่อของ เปดรี้ ออกจากทีมชุดโอลิมปิก

ซึ่งทาง เปดรี้ ได้กล่าวว่า “ก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อทีมชาติสเปนชุดโอลิมปิก ผมได้คุยกับ หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต้ ก่อนแล้ว

แน่นอน ผมชอบฟุตบอล ผมอยากลงเล่น ผมมีความสุขที่ได้ลงสนาม ผมเข้าใจทีมผู้บริหารของ บาเซโลน่า แต่ผมแค่อยากจะบอกว่า ผมจะรักษาเนื้อรักษาตัวอย่างดี ก่อนจะกลับไปรับใช้สโมสรอีกครั้ง”

ฟุตบอลยูโร 2020

ฟุตบอลยูโร 2020 ฟุตบอลBen – อิตาลีเข้าสู่รอบชิงยูโร 2020 7 July

ในที่สุด ฟุตบอลยูโร 2020 ก็ได้เดินทางมาถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายแล้วโดย 4 ทีมพี่ได้เข้ามาสู่ในรอบนี้ได้แก่ทีมชาติอิตาลี ทีมชาติสเปน ทีมชาติอังกฤษ และทีมชาติเดนมาร์ก โดยมีการจับคู่การแข่งขันดังนี้ทีมชาติอิตาลีเจอกับทีมชาติสเปน และทีมชาติอังกฤษเจอกับทีมชาติเดนมาร์ก

การแข่งขันนัดแรกนั้นเป็นการแข่งขันระหว่างทีมชาติอิตาลีและทีมชาติสเปน ทีมชาติอิตาลีน้ำสามารถเอาชนะทีมชาติเบลเยียมมาได้ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ข่าวบอลออนไลน์ ส่วนทีมชาติสเปนนั้นคือจับกว่าจะเอาชนะทีมชาติ สวิตเซอร์แลนด์ มาได้นั้นก็ต้องดวลกันจนถึงการยิงจุดโทษเลยทีเดียว

ฟุตบอลยูโร 2020

ฟุตบอลยูโร 2020 ยิงตีเสมอให้กับทีมชาติสเปนได้และก็จบการแข่งขันไปด้วยสกอร์ 1 ประตูต่อ 1

แต่อย่างไรก็ตามการแข่งขันในคู่นี้ว่าเป็นการแข่งขันที่สมศักดิ์ศรีเป็นอย่างมากเพราะทั้งสองทีมและก็เป็นทีมเต็งที่หลายๆ คนนั้นให้ความสนใจและคิดว่าจะสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2020ไปได้

การแข่งขันนัดระหว่าง ทีมชาติอิตาลี และทีมชาติสเปนได้จัดการแข่งขันขึ้นที่สนามเวมบลีย์ประเทศอังกฤษซึ่งทั้ง 2 ทีมนั้นเป็นทีมที่มีฝีมือใกล้เคียงกันอย่างมาก ในการแข่งขันครึ่งแรกนั้นทั้งสองทีมไม่สามารถทำประตูกันได้ทำให้ในการแข่งขันจบลงด้วยสกอร์ 0 ประตูต่อ 0

ฟุตบอลยูโร 2020

ในช่วงครึ่งหลังนาทีที่ 60 ทางทีมชาติอิตาลีนั้นได้จังหวะสวนกลับเร็วและก็เป็น เฟเดริโก้ คิเอซ่า ทำประตูขึ้นนำให้กับทีมชาติอิตาลีไปก่อน 1 ประตูต่อ 0 และในนาทีที่ 80 อัลบาโร่ โมราต้า ก็สามารถยิงตีเสมอให้กับทีมชาติสเปนได้และก็จบการแข่งขันไปด้วยสกอร์ 1 ประตูต่อ 1

ทำให้ต้องมีการต่อเวลาเกิดขึ้นและในช่วงต่อเวลานั้นทั้งสองทีมไม่สามารถทำประตูได้ทำให้ทั้งสองทีมนั้นต้องดวลจุดโทษเพื่อหาทีมเข้าสุ่มการแข่งขันรอบชิงแม่ก็เป็นทางทีมชาติอิตาลีที่สามารถเอาชนะในการดวลจุดโทษไปได้ด้วยประตู 4 ประตูต่อ 2 ทำให้ทีมชาติอิตาลีเข้าไปรอในรอบชิงเพื่อรอผู้ชนะระหว่างทีมชาติอังกฤษและทีมชาติเดนมาร์ก

ทั้งหมด 4 ทีมนี้ทีมชาติอังกฤษเป็นเพียงทีมชาติเดียวที่ไม่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรเลยและในปีนี้ก็ดูเหมือนจะมีหวังมากที่สุด แต่ก็ต้องลุ้นว่าจะสามารถผ่านทีมชาติเดนมาร์กไปได้หรือไม่ 

ลีโอเนล เมสซี่

ลีโอเนล เมสซี่ ปลดล็อค! พาอาเจนฯซิวแชมป์โคปา อเมริกา 2021

ลีโอเนล เมสซี่ ดาวเตะเอเลี่ยน ปลดล็อคการคว้าแชมป์กับทีมชาติอาเจนติน่าได้สำเร็จ หลังจากเขาพา อาเจนติน่า เบียดคว้าชัยเหนือ บราซิล 1-0 จากประตูชัยของ อังเคล ดิมาเรีย ในรอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโคปา อเมริกา 2021 

แชมป์ในครั้งนี้ ถือเป็นแชมป์ครั้งที่ 15 ของทีมชาติอาเจนติน่า หลังจากพวกเขาได้แชมป์ครั้งสุดท้ายในปี 1993 หรือเมื่อ 28 ปีที่แล้ว โดยในครั้งนั้น พวกเขาเอาชนะ เม็กซิโก ในรอบชิงชนะเลิศ 2-1 โดยทั้ง 2 ประตู ได้มาจากการยิงของ กาเบรียล บาติสตูต้า หนึ่งในศูนย์หน้าที่ดีที่สุดตลอดกาลของพวกเขา

โดยนักเตะคนสำคัญในยุคนั้นมีทั้ง ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ กุนซือ แอตเลติโก้ มาดริด และ เฟอร์นานโด เรดอนโด้ อดีตมิดฟิลด์ผู้คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปียนลีก 2 สมัยกับ เรอัล มาดริด และ 1 สมัยกับ เอซี มิลาน

ลีโอเนล เมสซี่

ลีโอเนล เมสซี่ บาดเจ็บในเกมที่เจอกับเอกวาดอร์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และเขาฝืนลงเล่นกับ โคลัมเบีย รวมถึงเกมนัดชิงชนะเลิศกับ บราซิล

และจากการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ของลีโอเนล เมสซี่ทำให้เขากลายเป็นเต็งหนึ่งที่จะได้บัลลงดอร์ ใบที่ 7 เหนือบัลลงดอร์ทิพย์อย่าง จอร์จิญโญ่ โดยร้านพนันถูกกฎหมายของ ข่าวบอลอังกฤษ ออกราคามาที่ แทง 1 จ่าย 1 ส่วนเต็ง 2 เป็นของ แฮร์รี่ เคน ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ และเต็ง 3 เป็นของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ศูนย์หน้าเท้าคมของ บาเยิร์น มิวนิค ว่าที่เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ ในปี 2020 แต่ในปีนั้นฟีฟ่างดแจกรางวัลดังกล่าว ขณะที่ คริสเตียโน โรนัลโด้ เจ้าของบัลลงดอร์ 5 สมัย เป็นเต็ง 4 ที่ราคา แทง 1 จ่าย 8

และจากผลงานอันร้อนแรงในทัวร์นาเมนต์นี้ ที่เขาแบก อาเจนติน่า จนเป็นแชมป์ในที่สุด ด้วยผลงานยิง 4 ประตู และจ่าย 5 แอสซิสต์ ทำให้เขาถูกเลือกให้เป็น นักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ พร้อมกับ เนย์มาร์ 

ซึ่งทาง สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ หรือ CONMEBOL ได้แถลงสั้นๆว่า “ในครั้งนี้มันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากมาก ที่ต้องเลือกนักเตะที่ดีที่สุดเพียงแค่คนเดียว เพราะในการแข่งขันในครั้งนี้ มันมีผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมถึง 2 คนด้วยกัน”

ลีโอเนล เมสซี่

ทางด้าน ลีโอเนล สกาโลนี่ กุนซือทีมชาติอาเจนติน่า ออกมาเปิดเผยว่าลีโอเนล เมสซี่ฝืนลงสนามในรอบรองชนะเลิศ รวมไปถึงรอบชิงชนะเลิศทั้งที่มีอาการบาดเจ็บ 

ซึ่งเขาได้กล่าวว่า “ลีโอเนล เมสซี่ได้รับบาดเจ็บในเกมที่เจอกับเอกวาดอร์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และเขาฝืนลงเล่นกับ โคลัมเบีย รวมถึงเกมนัดชิงชนะเลิศกับ บราซิล

ผมขอยกแชมป์ในครั้งนี้ให้กับคุณแม่ของผม แด่ครอบครัวของผมทุกคน แน่นอนว่าแชมป์นี้จะเป็นแชมป์ของนักเตะทีมชาติอาเจนติน่าทุกยุคทุกสมัย ที่พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ยังไม่สามารถคว้าแชมป์ได้”

อิตาลี

อิตาลี แทบอ้วก! ลากยาว 120 นาที เชือดออสเตรีย 2-1 เข้ารอบ 8 ทีม

ฟุตบอลยูโร 2020 : อิตาลี พบ ออสเตรีย รอบ 16 ทีมสุดท้าย : สนาม เวมบลีย์ ประเทศอังกฤษ นาที 17 :อิตาลีขึ้นเกมทางฝั่งซ้าย สปินาซโซล่า ได้บอลที่ริมเส้น ก่อนจะกระชากไปสุดเส้นหลัง แล้วตบกลับเข้ากลาง บอลเลยมาถึงหน้าเขตโทษ และเป็น บาเรลล่า ที่ได้วิ่งเข้ายิงดีดๆด้วยขวา บอลพุ่งเข้ากรอบ แต่ไม่ห่างตัว บัคมันน์ มากเท่าไหร่ ยังใช้ขาเซฟเอาไว้ได้

นาที 32 : ชิโร อิมโมบิเล่ รับบอลจากเพื่อนที่หน้าเขตโทษ สบจังหวะไม่มีใครเข้ากดดัน เลยลองซัดไกล ระยะประมาณ 26 หลา บอลพุ่งแรงและเร็ว ชนิดที่ บัคมันน์ ได้แค่เซฟด้วยสายตา แต่บอลไปชนสามเหลี่ยมเสาซ้ายมือแล้วออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย

นาที 51 : ออสเตรีย ได้ฟรีคิกระยะทำการ ใกล้เส้น 18 หลา ตรงกลางประตูพอดี ดาวิด อลาบา ได้ปั่นโค้งๆด้วยซ้าย บอลข้ามกำแพงไปฝั่งอิตาลีแล้ว แต่บอลมุดช้าไป ข้ามคานไปแบบได้เสียว

อิตาลี

ออสเตรีย ต้านไม่ไหว โหม่งจ่อๆที่ข้างเสาสอง เช็ดคานเข้าประตูไปเลย แต่ VAR บอกว่าจังหวะนี้ล้ำหน้า อิตาลี รอดตัวไป

นาที 62 : ออสเตรียได้บอลทางขวา ต่อบอลกัน 2-3 จังหวะ แล้วจ่ายต่อให้ ซาบิทเซอร์ ได้กระชากเข้าหาเขตโทษ ก่อนจะลองซัดไกลด้วยขวา ระยะประมาณ 24 หลา ข่าาวฟุตบอลอังกฤษ บอลไปแฉลบกองหลัง หลุดกรอบออกไปแบบได้ลุ้น

นาที 67 : ออสเตรียได้ลุยต่อ จังหวะนี้ ไลเนอร์ ได้บอลทางฝั่งขวา ก่อนจะตักโด่งๆไปที่เสาไกล ดาวิด อลาบา โหม่งตั้งโด่งๆเข้าไปหน้าประตู และเป็น อนาโตวิซ ที่วิ่งตามไปโหม่งจ่อๆที่ข้างเสาสอง เช็ดคานเข้าประตูไปเลย แต่ VAR บอกว่าจังหวะนี้ล้ำหน้า สกอร์ยัง 0-0

และจบ 90 นาที เสมอกันไป 0-0 ต้องต่อเวลาพิเศษ ออกไปอีก 30 นาที

นาที 94 : บอลจ่ายยัดไปที่ เบล็อตติ ที่ยืนรออยู่หัวกะโหลก ใช้ตัวบังบอลไว้ ก่อนจะไหลออกขวา ให้ เคียซ่า วิ่งเข้ามาสับด้วยขวา แต่บอลยังตรงตัว บัคมันน์ 

นาที 95 : สปินาซโซล่า ได้บอลที่หน้าเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนจะวางข้ามฟากเข้าไปในเขตโทษด้านขวา เคียซ่า ตามไปพักบอลลงด้วยหัวที่ข้างกรอบ 6 หลา แล้วเกี่ยวบอลหนีกองหลังเข้าเหลี่ยมเท้าซ้าย แล้วหวดด้วยซ้ายทันที บอลพุ่งผ่านมือ บัคมันน์ เสียบเสาไกลเข้าไปเลย ส่งอิตาลีออกนำ 1-0

อิตาลี

นาที 104 : อิตาลีได้ฟรีคิกทางฝั่งซ้าย ระยะประมาณ 26 หลา อินซิเญ่ ได้ปั่นโค้งๆด้วยขวา บอลข้ามกำแพง กำลังจะมุดเสาแรก แต่ บัคมันน์ ยังบินปัดออกข้างเสาไปได้

นาที 105 : อินซิเญ่ ได้บอลที่ข้างเขตโทษฝั่งซ้าย จ่ายยัดเข้าไปในเขตโทษ ให้ อแชร์บี้ เอาตัวบังบอล แต่พลิกยิงไม่ได้ และเสียจังหวะล้มลงไป แต่ยังเขี่ยบอลต่อให้ เปสซิน่า เกี่ยวเข้าเหลี่ยมเท้าซ้าย แล้วยิงยัดที่ข้างกรอบ 6 หลา บอลผ่านตัว บัคมันน์ เสียบเสาไกลเข้าไปอย่างเด็ดขาด ส่ง อิตาลี ขยับหนีห่าง 2-0

นาที 114 : ออสเตรียได้เตะมุมทางฝั่งขวา เปิดยัดเข้าไปที่เสาแรก และเป็น ซาซ่า คาลัดซิซ ที่ก้มโหม่งเช็ดที่เสาแรก ส่งบอลมุดเสาเข้าไปเลย ส่ง ออสเตรีย กลับสู่เกม 1-2

จากนั้นเป็นฝั่ง ออสเตรีย ที่พยายามบุกเพื่อทำประตูตีเสมอ แต่ก็ทำไม่ได้ จบเกม 120 นาทีอิตาลีเป็นฝ่ายเอาชนะไป 2-1 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ติดตามข่าวบอลออนไลน์ได้ที่นี่ เว็บข่าวบอลแบบจัดเต็ม เล่นง่าย ได้เงินจริง จักหนัด จักเต็ม พร้อมให้คุณเล่นพนันแทงบอลได้ทันที

สเปน

สเปน ลากยาวถึงจุดโทษ! โดนเซฟก่อน พลิกแซงสวิสใจหาย 3-1

ฟุตบอล ยูโร 2020 : สเปน พบ สวิตเซอร์แลนด์ รอบ 8 ทีมสุดท้าย : สนาม เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดี้ยม ประเทศรัสเซีย

สวิตเซอร์แลนด์ ลงสนามในระบบ 3-4-1-2 พวกเขาขาดกำลังสำคัญอย่าง กรานิต ชาก้า โดยส่ง เซอร์ดาน ชากีรี่ ลงปั้นเกมในแดนกลางร่วมกับ สตีเฟ่น ซูเบอร์ และ เรโม่ ฟรอยเลอร์ และวาง บรีล เอ็มโบโล่ ยืนหน้าคู่ ฮาริส เซเฟโรวิซ

ทางฝั่งสเปนพวกเขาลงสนามในระบบ 4-3-3 แนวรุกวาง อัลบาโร โมราต้า ข่าวบอลออนไลน์ ลงประสานงานกับ เฟอร์ราน ตอเรส และ ปาโบล ซาราเบีย  ส่วนแดนกลางส่ง เปดรี้ ลงปั้นเกมร่วมกับ โกเก้ และ เซอร์คิโอ บุสเกตส์

นาทีที่ 8 :สเปนได้เตะมุมทางฝั่งขวา บอลเปิดโค้งๆหนีประตู แต่ไม่มีใครโหม่งถึง บอลเลยมาที่หน้าเขตโทษ และเป็น จอร์ดี้ อัลบ้า ได้วอลเลย์สวนด้วยซ้าย  บอลไปแฉลบขากองหลังเปลี่ยนทาง เข้าประตูไปเลย ส่งสเปน ออกนำก่อน 1-0

สเปน

สเปน ได้ลุยก่อน จังหวะนี้ขึ้นเกมมาทางขวา เหมือนจะโดนดักทางได้แล้ว แต่บอลก็ยังมาเข้าทางเหมือนเดิม ตอเรส

นาที 17 : ข่าวฟุตบอลวันนี้ สเปนได้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษด้านขวา ใกล้ๆเส้น 18 หลา โกเก้ ได้ซัดด้วยขวา บอลข้ามกำแพงไปแล้ว แต่มุดช้าไปหน่อย ข้ามคานออกไป

นาที 25 :สเปนยังได้ลุยต่อ จังหวะนี้ได้เตะมุมทางขวา บอลเปิดเข้ามาลุ้นหน้าประตู เฟอร์ราน ตอเรส ได้โหม่งหน้ากรอบ 6 หลา แต่บอลไม่แรงพอ และไม่หนีมือ ยาน ซอมเมอร์ รับไว้ได้ทัน

นาที 34 : สวิตเซอร์แลนด์ ได้โอกาสบ้าง จังหวะนี้ได้เตะมุมทางขวา บอลเปิดเข้ามาลุ้นหน้าประตู และเป็น อคานยี่ ได้โหม่งหน้ากรอบ 6 หลา แต่กดไม่ลง บอลข้ามคานออกหลังไป

นาที 47 :สเปนได้ลุยก่อน จังหวะนี้ขึ้นเกมมาทางขวา เหมือนจะโดนดักทางได้แล้ว แต่บอลก็ยังมาเข้าทางเหมือนเดิม ตอเรส ดีดออกขวาให้ โมราต้า พาบอลไปถึงหน้าเขตโทษ ก่อนจะดึงจังหวะไว้ แล้ววางไปทางซ้าย ให้ โอลโม่ ได้วิ่งเข้าซัดด้วยซ้าย ระยะ 15 หลา แต่บอลยังไม่ผ่าน ยาน ซอมเมอร์ รับแบบไม่มีกระฉอก

นาที 50 : โอลโม่ ได้บอลทางฝั่งขวา พาลากจี้ไปถึงข้างเขตโทษ ก่อนจะดึงจังหวะหลอกกองหลัง แล้วได้เปิดเข้ามาหน้าประตู โกเก้ ได้ก้มตัวโหม่งแถวๆจุดโทษ แต่บังคับทิศทางไม่ได้ บอลหลุดกรอบไปไกล

สเปน

นาที 56 : สวิตเซอร์แลนด์ ได้เตะมุมทางซ้าย บอลเปิดโด่งๆไปที่เสาสอง และเป็น ซาคาเรีย ได้ขึ้นโหม่งที่เส้น 6 หลา ย้อนกลับไปเสาแรก บอลตกพื้น 1 ครั้ง กระดอนผ่านเสาออกไปแบบได้เสียว

นาที 68 : สวิตเซอร์แลนด์ ได้บุกอีกชุด จังหวะนี้พวกเขายกบอลขึ้นหน้าไป กองหลังสเปนดักได้แล้ว แต่ไปกระดอนชนฝั่งเดียวกันเอง แล้วเด้งมาเข้าทาง เรโม่ ฟรอยเลอร์ ก่อนที่เขาจะเกี่ยวบอลขึ้นหน้า แล้วไหลถวายพานให้ เซอร์ดาน ชากีรี่ วิ่งเข้ามาแปหน้ากรอบ 6 หลา บอลผ่านบล็อกกองหลัง ผ่านมือ ซิม่อน ไหลเข้าเสาไกลไปแบบนิ่มๆ ส่ง สวิตเซอร์แลนด์ ตามตีเสมอ 1-1

นาที 77 : เรโม่ ฟรอยเลอร์ ไปทำฟาล์วหนักๆใส่ผู้เล่นสเปนกรรมการไม่รอช้า แจกใบแดงทันที ทำให้ สวิตเซอร์แลนด์ ต้องเหลือผู้เล่น 10 คน

หลังจากนั้น ก็ยังไม่มีฝั่งไหนทำประตูเพิ่มได้ ต้องต่อเวลาพิเศษ ออกไปอีก 30 นาที ซึ่งสกอร์ก็ยัง 1-1 เท่าเดิม ต้องมาตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ

คนแรกสเปนเป็นฝ่ายยิงก่อน  เซอร์คิโอ บุสเกตส์ ยิงไปชนเสาฝั่งซ้าย ทั้งๆที่ ยาน ซอมเมอร์ พุ่งไปทางขวาแล้ว ขณะที่ ฮาริส เซเฟโรวิซ ของ สวิตเซอร์แลนด์ ยิงเข้าไปไม่พลาด ส่งให้ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต่อ 1-0

คนที่สองสเปนส่ง โอลโม่ ลงไปยิง และซัดไม่พลาด

ส่วน สวิตเซอร์แลนด์ ให้ทาง ฟาเบียน ชาร์ ลงไปยิง แต่ยิงไปติดเซฟ ซิม่อน ตอนนี้้เท่ากัน 1-1

คนที่ 3สเปน ส่ง โรดรี้ ลงไปยิง แต่ซัดไปติดเซฟ ยาน ซอมเมอร์ 

ทางฝั่ง สวิตเซอร์แลนด์ ให้ อคานยี่ เป็นคนยิง แต่ก็ติดเซฟ ซิม่อน เช่นกัน ผ่าน 3 คน ยังเท่ากัน 1-1

คนที่ 4สเปน ส่ง เจอราร์ด โมเรโน่ ลงไปยิง และซัดไม่พลาด

ส่วนทาง สวิตเซอร์แลนด์ ให้ วาร์กาส เป็นคนยิง และซัดข้ามคานออกไปเอง ทำให้ผ่าน 4 คน สเปนเป็นฝ่ายได้เปรียบ 2-1

สุดท้าย สเปน ส่ง โอยาซาบาล ลงไปยิง และถ้ายิงเข้าจะชนะไปเลย และเขาก็ซัดไม่พลาด ส่งให้สเปนเป็นฝ่ายชนะจุดโทษ 3-1 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ไปดวลกับ อิตาลี ติดตามข่าวบอลออนไลน์ ข่าวบอลต่างประเทศที่พร้อมให้คุณติดตามได้เลยที่นี่ วิเคราะห์แบบจัดเต็ม

ฟุตบอล ยูโร 2020

ฟุตบอล ยูโร 2020 สเปน พบ โครเอเชีย รอบ 16 ทีมสุดท้าย สนาม พาร์เคน สเตเดี้ยม

โครเอเชีย ลงสนามในระบบ 4-3-3 แดนกลางวาง ลูก้า โมดริช ฟุตบอล ยูโร 2020 คอยคุมจังหวะเกมร่วมกับ มาเซโล่ โบรโซวิซ และ มาเตโอ โควาซิซ ส่วนแนวรุกส่ง อันเต้ เรบิซ ลงประสานงานกับ บรูโน เพ็คโควิซ และ นิโกล่า วลาซิซ

ทางฝั่ง สเปน ของกุนซือ หลุยส์ เอ็นริเก้ พวกเขาลงสนามในระบบ 4-3-3 วาง เปดรี้ ลงปั้นเกมในแดนกลางร่วมกับ โกเก้ และ เซอร์คิโอ บุสเกตส์ ส่วนแนวรุกส่ง อัลบาโร โมราต้า ลงประสานงานกับ เฟอร์ราน ตอเรส และ ปาโบล ซาราเบีย

นาที 16 : เปดรี้ ได้บอลหน้าเขตโทษฝั่งขวาฟุตบอล ยูโร 2020ก่อนจะแทงทะลุแนวรับเข้าไปในเขตโทษ โกเก้ วิ่งสอดไปหาบอลที่จุดโทษพอดี แล้วได้แปเน้นๆ แต่ยังติดเซฟ ลิวาโควิซ ที่ออกมาปิดมุมเร็ว

นาที 20 : สเปนกำลังเซ็ตเกมบุกอยู่ดีๆ มีจังหวะเคาะคืนหลังให้ ซิม่อน แต่ดันจับบอลวืด บอลค่อยๆไหลเข้าประตูไปเลย ส่ง โครเอเชีย ออกนำแบบมีโชค 1-0

ฟุตบอล ยูโร 2020

ฟุตบอล ยูโร 2020 สเปนบุกชุดใหญ่ กาย่า ซัดเน้นๆอีกครั้ง คราวนี้ยังติดเซฟผู้รักษาประตู บอลยังไม่พ้นอันตราย

นาที 24 : โมดริซ ได้บอลที่ริมเส้นด้านขวา แล้วดีดไซด์ก้อยให้ วลาซิซ วิ่งเบียดไปกับกองหลัง ก่อนจะพาบอลเข้าไปในเขตโทษ แล้วได้ยิงยัดเสาแรกที่สุดเส้นหลัง แต่มุมมันไม่มีแล้ว บอลเข้าข้างหน้าต่าง

นาที 38 : สเปนบุกชุดใหญ่ เริ่มจากจังหวะที่ เปดรี้ เกี่ยวบอลได้ที่หน้าเขตโทษ และกระดกเข้าไปในเขตโทษ ให้ ซาราเบีย เคาะคืนให้ กาย่า ได้แปเน้นๆแต่ไปติดบล็อกฟุตบอล ยูโร 2020บอลยังมาเข้าทางสเปน ไหลออกซ้ายให้ กาย่า ได้ลองซัดเน้นๆอีกครั้ง คราวนี้ยังติดเซฟผู้รักษาประตู บอลยังไม่พ้นอันตราย กระดอนมาเข้าทาง ซาราเบีย ได้วิ่งเข้ากดด้วยซ้ายแบบเต็มข้อ ที่หน้ากรอบ 6 หลา บอลพุ่งเสียบตาข่ายแทบขาด ส่ง สเปน ตามตีเสมอ 1-1

นาที 57 : เปดรี้ พาบอลลุยเข้าไปถึงเขตโทษ แล้วไหลออกซ้ายให้ เฟอร์ราน ตอเรส หลุดไปสุดเส้นหลัง ฟุตบอลวันพรุ่งนี้ ก่อนจะได้ตั้งป้อมเปิดเข้าไปหน้าประตู และเป็น เซซาร์ อัซปิลิกูเอต้า ได้โถมตัวโหม่งจ่อๆที่กรอบ 6 หลา เป็นประตูไม่เหลือ ส่ง สเปน แซงนำ 2-1

นาที 76 : สเปนวางยาวๆจากแดนหลังฝั่งซ้าย เฟอร์ราน ตอเรส สปีดตามไปเก็บบอลได้ในเขตโทษด้านขวา ก่อนจะแตะหนีตัวประกบ แล้วหลุดไปเดี่ยวๆ กับผู้รักษาประตู แล้วเลือกแปสวนตัวเข้าไปเลย ส่งสเปน ทิ้งขาด 3-1

ฟุตบอล ยูโร 2020

นาที 85 : โครเอเชียลุยหนัก จังหวะนี้เริ่มจาก โมดริซ วิ่งตามเข้าไปรับบอลต่อจากเพื่อนในเขตโทษ แล้วได้หลุดไปถึงเส้นหลัง ตรงเส้นข้างกรอบ 6 หลาพอดิบพอดี จังหวะนี้มุมไม่มีแล้ว โมดริซ หลอกจะยิงยัด แต่เลือกหักกลับคืนหลังให้เพื่อนได้วิ่งเข้ายิง แต่โดนไม่ดี และกองหลังสกัดไว้ได้ทัน แต่บอลยังไม่ไปไหนไกล บูดิเมียร์ ได้จิ้มจ่อๆระยะไม่กี่เซน แต่ยังไปติดกองหลัง บอลยังไม่พ้นอันตราย ออร์ซิซ ยืนอยู่ตรงนั้น ซ้ำจ่อๆเข้าไปไม่เหลือ ส่งโครเอเชีย กลับสู่เกม 2-3

นาที 90+2 : โครเอเชียได้บุกชุดสุดท้าย จังหวะนี้ มิโลสลาฟ ออร์ซิซ รับบอลจากเพื่อนที่ริมเส้นด้านซ้าย ก่อนจะได้ตั้งป้อมโยนเข้าไปในเขตโทษ และเป็น มาริโอ ปาซาลิซฟุตบอล ยูโร 2020ที่วิ่งสอดเข้าไปโหม่งที่เสาแรก ส่งบอลผ่านมือ ซิม่อน เข้าไปเลย เป็นประตูตีเสมอ 3-3 และจบ 90 นาที ด้วยสกอร์นี้เลย ต้องต่อเวลาพิเศษ ออกไปอีก 30 นาที

นาที 96 : มิโลสลาฟ ออร์ซิซ ได้บอลทางซ้าย ก่อนจะลากลุยเข้าไปในเขตโทษ จนถึงสุดเส้นหลัง แล้วเปิดยัดเข้าไปหน้าประตู แต่ไปเข้าทางกองหลัง แต่ก็เคลียร์ไม่ขาดเพราะไม่ทันระวัง บอลไปเข้าทาง ครามาริซ ได้กดเหน่งๆบนเส้น 6 หลา แต่ ซิม่อน ยังโคตรไว เซฟเอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ

นาที 100 : สเปนได้ลุยมาทางขวา โอลโม่ ได้บอลที่ข้างเขตโทษด้านขวา ก่อนจะตั้งป้อมเปิดโด่งๆไปที่เสาสอง โมราต้า รออยู่ตรงนั้น เกี่ยวบอลลงด้วยขวา แล้วซัดด้วยซ้ายแบบเต็มข้อ บอลพุ่งเป็นจรวด แสกหน้า วิลาโควิซ เสียบใต้คานเข้าไปเลย ส่งสเปน ขึ้นนำอีกครั้ง 4-3

นาที 103 : สเปนได้บอลทางขวา โมราต้า ชิ่งให้ โอลโม่ หลุดไปทางขวา มีเวลาคิดอยู่นานก่อนจะเปิดพุ่งๆเข้าไปในเขตโทษ ให้ มิเกล โอยาซาบาล ได้ซัดที่หน้ากรอบ 6 หลา เป็นประตูไม่เหลือ ส่งสเปน ทิ้งห่างเป็น 5-3 และจบเกมด้วยสกอร์นี้ไปเลยทำให้ สเปน ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ไปพบกับ สวิตเซอร์แลนด์

ติดตามข่าวบอลออนไลน์ได้เลยที่เว็บของเรา วิเคราะห์บอลแบบจัดหนัก จัดเต็มได้แบบสุด ข่าวบอลอังกฤษ ข่าวบอลล่าสุด ดูบอลสด บอลทุกลีก ทุกคู่ บอลต่างประเทศ พร้อมเทคนิคการแทงบอลมากมายให้คุณสร้างรายได้แบบไม่จำกัด เล่นง่ายๆ ได้เงินจริงแน่นอน

โรแบร์โต้ มันชินี่

โรแบร์โต้ มันชินี่ ได้ทีโม้! อิตาลีสมควรเข้าวิน งานหนักแค่ 10 นาทีสุดท้าย

โรแบร์โต้ มันชินี่ พา อิตาลี สยบ เบลเยี่ยม ทีมหมายเลข 1 ของโลก ไปแบบสุดมัน 2-1 ในฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ทำให้พวกเขาผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับ สเปน

ซึ่งทางโรแบร์โต้ มันชินี่ได้กล่าวหลังจบเกมว่า “พวกเราสมควรที่จะเข้าวินในเกมนี้ ฟุตบอลวันพรุ่งนี้ ลูกทีมของผมเล่นได้อย่างไร้ที่ติ มีเพียงช่วงท้ายเกมเท่านั้น ที่ดูมีปัญหาพอสมควร ซึ่งจริงๆแล้ว เราควรจะยิงได้เยอะกว่านี้ด้วยซ้ำ

โรแบร์โต้ มันชินี่

ช่วง 25 นาทีแรก พวกเขาแทบจะสร้างปัญหาให้กับเราไม่ได้เลย และเกมนี้ทั้งสองฝั่งต่างก็เปิดหน้าแลกกัน ทำให้มีโอกาสยิงประตูกันทั้งสองฝั่ง แต่ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายเท่านั้นแหละ ที่เป็นงานยากของเรา เพราะพวกเขาเริ่มเน้นบอลโด่ง

โรแบร์โต้ มันชินี่ แสดงความแข็งแกร่งของจิตใจแห่งชาวอิตาเลี่ยน ให้ทุกคนได้เห็นกันอีกครั้ง

ตอนนี้เรายังไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรเอาไว้ในหัวโรแบร์โต้ มันชินี่ก็แค่ต้องการทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด เท่าที่พวกเราจะทำได้ ยังมีเกมให้พวกเราเล่นอีก 2 นัด และเรามาลุ้นไปพร้อมๆกันว่าผลมันจะออกมาแบบไหน

เราจะฉลองกับชัยชนะในเกมนี้ จากนั้นก็ไปเตรียมตัวรับมือ สเปน”ทางด้าน เลโอนาโด้ โบนุชชี่ กองหลังจอมแกร่งของอิตาลี ได้กล่าวว่า “พวกเรารู้ถึงความร้ายกาจของ เบลเยี่ยม เรารู้อยู่แล้วว่า เกมรุกของพวกเขาน่ากลัวแค่ไหน โดยเฉพาะเกมสวนกลับ ซึ่งพวกเขาเฉียบขาดมากๆ

เกมนี้เราเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ ออกนำพวกเขาไปก่อน 2-0 แต่จากนั้นก็มาเสียจุดโทษ ที่ไม่ควรจะเสียในช่วงท้ายครึ่งแรก เราต้องเล่นอย่างมีสมาธิ และพยายามครองเกมเอาไว้ให้ได้ และท้ายที่สุด พวกเราก็ได้แสดงความแข็งแกร่งของจิตใจแห่งชาวอิตาเลี่ยน ให้ทุกคนได้เห็นกันอีกครั้ง”

โรแบร์โต้ มันชินี่

ทางฝั่ง จานลุยจิ ดอนน่ารุมม่า ผู้รักษาประตูทีมชาติอิตาลี ที่ช่วยเซฟทีมอยู่หลายจังหวะโรแบร์โต้ มันชินี่ได้กล่าวว่า “เกมนี้ผมรู้สึกว่า เวลามันเดินโคตรช้าเลย เหมือนเกมมันจะไม่จบสักที มันเป็นอะไรที่ยาวนานมาก ทีมของเราเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม และเหมาะสมแล้วที่ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ และเราค่อยๆขยับเข้าใกล้ถ้วยแชมป์มากขึ้นเรื่อยๆ

ผมพยายามทำประโยชน์ให้กับทีมให้ได้มากที่สุด มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก และนี่คือทัวร์นาเมนต์ใหญ่ รายการแรกของผมกับทีมชาติอิตาลี ผมพยายามที่จะพัฒนาฝีมือของตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การรับใช้ทีมชาติอิตาลี และจะพยายามทำให้ฝันของทุกคนเป็นความจริงขึ้นมาให้ได้”